ข่าวประจำวัน

เผยรู้ตัวกลุ่มปล้นรถนาทวีแล้ว มี 2-3 กลุ่มใหญ่

“ผบ.ฉก.ปัตตานี” เผยรู้ตัวกลุ่มคนร้ายก่อเหตุปล้นรถยนต์ในพื้นที่ อ.นาทวี จ.สงขลาแล้ว ระบุมี 2-3 กลุ่มใหญ่ร่วมมือในการก่อเหตุครั้งนี้
จากกรณีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุปล้นรถยนต์ที่เต็นท์รถในพื้นที่ อ.นาทวี จ.สงขลา ที่ผ่านมา ความคืบหน้าทางคดีในเรื่องนี้ทาง พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยว่า รถยนต์ที่ถูกปล้นไป รวมทั้งหมด 7 คัน ได้คืนและตามเจอหมดแล้ว คือ ระเบิด 2 คัน วิสามัญคนร้ายได้คืน 1 คัน ส่วนที่เหลือ 4 คัน ตามเจอจอดทิ้งไว้ ส่วนการติดตามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุนั้น มีกลุ่มใหญ่เพียง 2-3 กลุ่ม ที่มีเครือข่าย กลุ่มปัตตานีกับกลุ่มของ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา คือ กลุ่มนายซอบือรี เจ๊ะฮะ และ นายอาหามะ สะอิ จากอำเภอมายอ จ.ปัตตานี พร้อมพวก ที่ก่อเหตุปล้นรถ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และนำรถมาปล้นที่ อ.นาทวี และกลุ่มที่ปล้นรถที่นาทวี นำไปประกอบระเบิด คือ นายบูคอลี หลำโซะ นายรอซือดี บือแน จาก อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และกลุ่มนายมะนาเซ ไซดี จาก ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มี 2-3 กลุ่ม ที่ร่วมมือกันในการก่อเหตุครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เพราะก่อนหน้านี้ เราทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาก่อนแล้ว มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางเขา ต.ท่ากำชำ ต.ละปะสะโง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ทำให้มีการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จัดกำลังลงพื้นที่พร้อม แต่ไม่คาดคิดว่าจะปล้นรถนอกพื้นที่ และเอาเข้ามาในพื้นที่ แต่เมื่อคนร้ายปล้นมาแล้ว เราก็พร้อมอยู่แล้ว ทำให้สามารถดำเนินการได้เร็ว ความสำเร็จมาจากทุกภาคส่วน ตำรวจ ทหาร พลเรือน ที่ไล่ล่าคนร้าย และความพร้อมเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมา เราซ้อมแผนเผชิญตำบลอยู่แล้ว และขึ้นวิทยุประสานทุกพื้นที่ ทุกด่านตรวจ ในหมู่บ้านขึ้นวิทยุและตั้งจุดตรวจหมด มีการกำจัดพื้นที่ ทำให้คนร้ายไปไม่ได้ เข้าพื้นที่เป้าหมายไม่ได้ จึงต้องทิ้งรถหลบหนีไป

ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยว่า ตอนนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ขณะนี้ได้มีการแบ่งสายการทำงานค้นหาแหล่งประกอบระเบิด ติดตามผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งหมด ทราบแล้วว่ามีประมาณ 15 คน หัวหน้ากลุ่มรู้หมดแล้ว ขณะนี้กำลังตรวจสอบทีมงานที่เป็นเครือข่ายหลักในการร่วมมือก่อเหตุด้วย มีการติดตามจากกล้องวงจรปิดและอื่นๆ นำมาเปรียบเทียบในสารบบกลุ่มคนร้ายในพื้นที่

Read More
ข่าวประจำวัน

จู่โจมค้น 8 จุดร่มเกล้ารวบ18ผู้ต้องหา-ยาเสพติดอื้อ

“พล.ต.ต.สุรเชษฐ์” แถลงผลการจู่โจมค้น 8 จุดร่มเกล้ารวบผู้ต้องหา 18 ราย ยาเสพติดอื้อ พร้อมจับกุมแอดมินเพจชวนวัยรุ่นแว้นป่วน
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พร้อมด้วยพล.ต.ต.สมนึก น้อยคง ผบก.น.3 แถลงผลการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายชุมชน 8 จุด จับกุมผู้ต้องหาครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) 1 ราย พร้อมของกลาง 100 กรัม จากการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่บก.น.3 และพื้นที่เป้าหมายชุมชนภายในเคหะร่มเกล้า อาคาร 28 และ 29 ถนนเคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ที่มีจำนวน 268 ห้อง ตรวจค้น 166 ห้อง ห้องล๊อค 102 ห้อง ตรวจปัสสวะจำนวน 24 ราย พบสารเสพติดในปัสสวะ จำนวน 9 ราย

ทั้งนี้ตำรวจงานสายตรวจ 1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.นิมิตรใหม่จับกุมผู้ต้องหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 07.30 น. จับกุมนายอลงกรณ์ หรือบูล ทองจีน อายุ 23 ปี ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง กัญชา 1,514 กรัม ต่อมาเวลา 13.00 น. ได้จับกุมนายภานุวัฒน์ หรือบัง บุญทาเลิศ อายุ 36 ปี ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลางกัญชา 10 กิโลกรัม นอกจากนี้ได้จับกุมผู้ต้องหาครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า ไอซ์) 1 ราย พร้อมยาบ้า 200 เม็ด และยาไอซ์ 1.49 กรัม จับกุมผู้ต้องหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) 9 ราย ทั้งนี้ยังได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดียาเสพติดและคดีอื่นๆ อีก 9 ราย

นอกจากนี้ได้ทำการจับกุมแอดมินเพจเฟซบุ๊กที่ชักชวนกลุ่มวัยรุ่นมาแข่งขันรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ได้จับกุมนายศกรภพน์ หรือต้น เครือคล้าย อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มแว้นและแอดมินเพจ “ดินแดงทีม เรซซิ่ง” และ”เพจวัยร้าย ไฮสคูล” ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดขับรถจักรยานยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่นฯ โดยตำรวจสามารถจับกุมได้ที่หน้าอาคารเลขที่ 45 ซ.โชคชัย 4 แยก 51 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นการจับกุมครั้งที่สอง ซึ่งครั้งแรกถูกจับเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560 โดยหลังจากนี้จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสน.พญาไท เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ได้จับกุม นายเอกชัย หรือบุ้ง เลี้ยงรักษา อายุ 24 ปี แอดมินเพจ “ประเทศบางซื่อ ตากล้องบางซื่อ วัยรุ่นนอนเช้า(บางซื่อ) ตำบลบางซื่อ” และ“วัยรุ่นกระบองไฟ” ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดขับรถจักรยานยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่นฯ โดยจับกุมได้บริเวณ หน้าบ้านเลขที่ 83/27 ต.บางสีทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ทั้งนี้นายเอกชัยถูกจับกุมเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกถูกจับเมื่อ 28 เมษายน 2560

อย่างไรก็ตามนายเอกชัยและนายศกรภพได้กระทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจะส่งตัวไปเข้าร่วมอบรมในโครงการอบรมเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมในการเเข่งรถในทาง หลักสูตร “สร้างภูมิคุ้มกัน สานฝันเด็กเเละเยาวชนไทย” และจะทำทัณฑ์บนผู้ปกครองไว้ด้วย

Read More
สถานการณ์รอบวัน

เก๋งแซงไม่พ้นประสานงากระบะดับ 3 เจ็บ 5 ราย

เก๋งแซงไม่พ้นประสานงากระบะดับ 3 เจ็บ 5 ราย บริเวณถ.สิงห์บุรี-สุพรรณบุรี
พ.ต.ท.พยอม ตาลแก้ว รอง ผกก.ส.สภ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้รับแจ้งเหตุมีรถกระบะชนกับรถเก๋งมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย บริเวณ เลยแยกบ้านจ่าไปประมาณ 2 กม. ม.9 ถ.สิงห์บุรี-สุพรรณบุรี ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ตรงข้ามร้านตั้มเฟอร์นิเจอร์ จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลบางระจัน และอาสาสมัครกู้ภัยสิงห์บุรี อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง จ.สิงห์บุรี
ที่เกิดเหตุ ในช่องทางเดินรถจาก จ.สิงห์บุรี มุ่งหน้าไปทาง ต.โพทะเล ในช่องทางเดินรถด้านขวาสุดพบรถกระบะสีบรอนซ์เงิน ยี่ห้อ มาสด้า ทะเบียน บฉ 1653 สิงห์บุรี จอดหันหน้าไปทางด้าน ต.โพทะเล สภาพรถ ด้านหน้าถูกชนตัวถังยุบเข้าไป และจากจุดที่พบรถกระบะในลักษณะรถเก๋งสวนทางชนด้านหน้าพบ รถเก๋งสีขาว ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซีวิค ทะเบียน กง 2002 สิงห์บุรี ในสภาพด้านหน้าถูกชนตัวถังหน้ารถยุบเข้าไปอย่างแรง ถุงลมนิรภัยถูกทำงานทั้งสองข้าง บนพื้นถนน พบศพ นางสมควร พะนัง อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108 ม.7 ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี นอนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือ 1.นายภานุวิทย์ สิงห์สุวรรณ์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49/1 ม.6 ต.บ้านจ่า อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ผู้ขับขี่รถเก๋ง เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนศรีศักดิ์สุวรรณวิทยา ม.7 ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอกที่กระแทกกับพวงมาลัยอย่างแรง อาสาสมัคร นำส่ง รพ.สิงห์บุรี เสียชีวิตในเวลาต่อมา
2.นางพัทธนันท์ สิงห์สุวรรณ์ อายุ 38 ปี ภรรยาของ นายภานุวิทย์ อยู่บ้านเลขที่เดียวกัน เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน โดยได้รับบาดเจ็บที่ลำตัวหลายตำแหน่ง บริเวณช่องอก กระดูกเชิงกรานหัก กระดูกเข่าขวาหักมีแผลฉกรรจ์ กระดูกข้อมือขวาหัก นำส่งโรงพยาบาลบางระจัน เสียชีวิตเมื่อเวลา 10.30 น. 3.ด.ช.ภูมิพัฒน์ สิงห์สุวรรณ์ อายุ 7 ปี บุตรชายของ นายภานุวิทย์ และ นางพัทธนันท์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกต้นคอ นำส่งโรงพยาบาลวิภาวดี 4.นายนิพนธ์ แจ่มจันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 59/3 ม.7 ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี คนขับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก 5.นางพัชรี พ่วงฟัก โดยสารข้างคนขับ ได้รับบาดเจ็บกระดูกขาหัก 6.นางจำแลง ด้วงนคร อายุ 60 ปี นั่งท้ายกระบะ ได้รับบาดเจ็บปอดแตก เลือดออกในสมอง 7.นางรุ้งนภา ยวงเงิน อายุ 45 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกต้นคอ อาสาสมัคร นำผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่ง รพ.สิงห์บุรี
จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ขณะเกิดเหตุ นายนิพนธ์ คนขับรถกระบะ โดยมี นางพัชรี นางรุ้งนภา นางจำแลง และ นางสมควร ร่วมเดินทางมาด้วยโดยมุ่งหน้าไปทาง ต.โพทะเล จนมาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถเก๋งซึ่งมี นายภานุวิทย์ เป็นผู้ขับ มีนางพัทธนันท์ และ ด.ช.ภูมิพัฒน์ นั่งมาด้วย ได้ขับแซงรถคันอื่นไม่พ้นจึงทำให้รถเก๋งชนประสานงากับรถกระบะอย่างจังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

Read More
สถานการณ์รอบวัน

วอด7คูหา เหตุเพลิงเผาตลาดเก่าแก่พนมสารคาม

ชาวบ้านร้านค้า ตลาดท่าเกวียนพนมสารคาม ต่างหนีอลหม่าน หลังจากเกิดเหตุเพลิงลุกลามเผาชุมชนตลาดยามเช้า เสียหายรวม 7 คูหา โชคดีที่ไม่มีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
วันที่ 19 ส.ค.60 เวลา 07.00 น. พ.ต.ต.สุรพิสิฐ ไหมงำ สารวัตรสอบสวนเวร สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ในตลาดชุมชนเก่าแก่ ตลาดท่าเกวียนที่บริเวณปากทางเข้าวัดท่าเกวียน พื้นที่ ม.1 ต.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีเปลวเพลิงโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง และลุกลามต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว จึงเดินทางไปสอบสวนยังในที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบเป็นอาคารไม้เก่าแก่แบบสองชั้น ปลูกสร้างเรียงรายกันยาวเหยียดนับร้อยเมตรหลายสิบคูหา พบต้นเพลิงกำลังโหมลุกไหม้อย่างรุนแรงที่บริเวณชั้นสองของตัวอาคารระหว่างร้านค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เลขที่ 858 และร้านขายหอยทอด เลขที่ 860 ก่อนที่จะลุกลามเข้าไปลุกไหม้ยังที่ร้านค้าพนมจักรยาน เลขที่ 854-856 อีก 2 คูหา ร้านเบชาบูชาโต๊ะ เลขที่ 862 ร้านไพบูลย์จักรยาน เลขที่ 864 ร้านถูกใจพนมเครื่องเด็กอ่อน เลขที่ 866 และบ้านเรือนพักอาศัยของประชาชนเลขที่ 868 อีก 1 คูหา รวม 7 คูหา

โดยมีรถน้ำจากเทศบาลตำบลพนมสารคาม เทศบาลตำบลบ้านซ่อง เทศบาลตำบลเกาะขนุน และรถน้ำเอกชน จำนวนกว่า 10 คัน ได้พยายามใช้น้ำฉีดสกัดและควบคุมเพลิงเอาไว้ให้อยู่ในวงจำกัด และพยายามดับเพลิงอยู่ในที่เกิดเหตุ จนเวลา 09.17 น. เพลิงจึงเริ่มสงบลงและมอดไหม้อาคารไม้ไปทั้ง 7 คูหาจนเหลือแต่เพียงกลุ่มควันและเถ้าถ่าน ที่ยังคงมีแสงเพลิงแดงครุกรุ่นอยู่ในกองขี้เถ้าอยู่ตลอดเวลา

พ.ต.ต.สุรพิสิฐ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าสาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้เกิดจากสาเหตุใด เนื่องจากการสอบสวนเบื้องต้นนั้น ทราบว่าในขณะเกิดเหตุไม่มีใครอยู่ที่บริเวณชั้นบนของตัวบ้าน และยังไม่ทราบจุดต้นเพลิงที่แน่ชัด ว่าเกิดขึ้นที่ร้านใดก่อน ระหว่างร้านค้าจักรยานและร้านขายหอยทอด ซึ่งจะได้ให้ทางเจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาทำการตรวจสอบในที่เกิดเหตุเพื่อหาร้านค้าต้นเพลิงและสาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป พ.ต.ต.สุรพิสิฐ กล่าว

Read More
ข่าวคนบันเทิง

ยิ่งเห็นยิ่งเข้าใจ “ปาน ธนพร”

เมืองลับแลทำไมถึงมีการบายศรีผลไม้แต่ละปี เพราะเขาต้องขอบคุณเทวดา ฟ้าดิน ที่ทำให้เลี้ยงชีพได้ เราไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งงมงาย แต่กลับมองว่านี่คือการกตัญญูต่างหาก
บนเวทีคอนเสิร์ต ปาน-ธนพร เวกประยูร ถือเป็นนักร้องหญิงคุณภาพอีกคนของวงการเพลงบ้านเรา นอกจากน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เนื้อหา “เฉือดเฉือนผู้ชาย” ถือเป็นลายเซ็นต์ที่นักฟังเพลงรู้กันดี
อีกด้าน ชีวิตของเธอใช้ธรรมะเป็นสรณะ และมักใช้ความสามารถที่มีสื่อสารหลักธรรมมีทำนอง ส่งต่อไปยังสังคมอยู่เสมอ
ขณะที่ หากพูดถึง “ชีวิตจริง” ของ ปาน-ธนพรแล้ว เธอกลับออกตัวว่า ไม่ได้มีอะไรหวือหวา หรือมีสีสันอย่างใครเขาสักเท่าไหร่ เป็น “สายชิลล์” เสียมากกว่า และมักมีมุขตลกพร้อมส่งความสุขให้กับคนรอบข้างเสมอ
“บางทีคนมองว่าดุเรานิ่งไง จะทำไงได้ล่ะ ก็เครื่องหน้าเราเป็นแบบนี้ ไม่รู้จะไปแก้ยังไง” เธอเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ
ยิ่งไปกว่านั้น สาวปาก (เพลง) ร้ายคนนี้ยังชอบตระเวณไปซึมซับความเป็นไทยตามสถานที่ต่างๆ ด้วย แถมยังจริงจังขนาด “ให้เห็น ให้รู้” อีกต่างหาก
หลายคนบอกว่า ภาพของปาน ธนพร คือคนจริงจัง จริงไหม
จริง ๆ เป็นคนเรียบๆ นะ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาอยู่แล้ว บางทีก็เรียบจนกลายเป็นคนนิ่งจนคนอื่นมองเราดุไปเลย จะทำไงได้ล่ะ ก็เครื่องหน้าเราเป็นแบบนี้ ไม่รู้จะไปแก้ยังไง (หัวเราะ) อาจจะเป็นกรรมที่ทำมาทำให้เครื่องหน้าของฉันดุแบบนี้ (ยิ้ม) แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ถ้าสิ่งที่ได้ยินจากศิลปินพวกเขาจะรู้ว่า เราเป็นคนแบบไหน ดุแท้ ดุเทียม ก็เป็นคนตลกนะ เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยโกรธ ถ้าโกรธก็จะโกรธน้อยแต่พอขึ้นเวที หรืออยู่กับเพื่อนๆ ก็มักจะ มีมุขต่างๆ มาเสมอ ?
มันเป็นนิสัยนะ (หัวเราะ) หรือที่เรียกว่าเป็นกมลสันดานอนุสัยที่มาเอง ไม่ต้องเตรียมอะไรเลย แต่ถ้าให้เราไปเล่นตลกอะไรแบบนั้น เราก็ทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่เนเจอร์หัวไวขนาดนั้น ถ้าในความฉับพลันมันก็จะแว้บขึ้นมาเอง
เห็นว่า เป็นนักชิมด้วย ?
กินทุกอย่าง ก็ดูหุ่นตอนนี้สิ (หัวเราะ) หรือถ้าส่งไปทำอาหารเราคิดว่าต้องรุ่งแน่นอน เพราะเป็นคนกินอะไรอร่อยมาก และสามารถพรีเซนต์ออกมาได้ดีและเพิ่มมูลค่ามาก จริง ๆ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้มาก
ถ้าถามถึงร้านอาหารในดวงใจล่ะ
เราชอบกินอะไรพื้น ๆ ไม่ชอบกินอาหารฟิวชั่น ถ้ากินก็ต้องกินอาหารไทยไปเลย อย่าง ฉูฉี่ปลาเนื้ออ่อนเนี่ย คือเด็กไทยสมัยนี้จะไม่รู้จักแล้วว่าคืออะไร แต่นี่คืออาหารไทยแท้นะ ที่ต้องมีการใส่น้ำปลานะ เพราะคนไทยชอบกินอาหารชอบใส่น้ำปลา สิ่งเหล่านี้ทุกคนต้องรู้ เป็นคนชอบชิม แต่ถ้าจะให้ทำอาหาร ไม่ทำเพราะทำไม่เป็น (ยิ้ม) แต่เคยมีคนบอกให้ไปเรียนทำอาหาร เนื่องจากว่าเป็นคนที่กินอาหารอร่อย รู้ว่าอะไรอร่อย ถ้าไปเรียนจริงจังก็น่าจะทำอาหารได้อร่อย แต่ขี้เกียจ (หัวเราะ) จริง ๆ ก็อยากทำอาหารนะ มันเป็นเสน่ห์ปลายจวัก แต่ขี้เกียจตอนล้าง ก็เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า
มีร้านอาหารในดวงใจไหม
จะอยู่ตามต่างจังหวัด เช่น สุพรรณบุรี อยุธยา เป็นร้านที่ทำอาหารไทยแท้
แบบนี้ก็แสดงว่าไปต่างจังหวัดบ่อยด้วย ?
ใช่ค่ะ เราเป็นคนที่ชอบไปตามสถานที่โบราณต่าง ๆ ไม่ชอบไปที่หวือหวาถ้าทันสมัยที่สุด คือ เดินห้างสรรพสินค้า (หัวเราะ) สถานที่เหล่านั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เห็นปัจจุบัน เพราะเราเรียนรู้จากอดีต ยิ่งเวลาเราได้มองทำให้เห็นถึงรากเหง้า และรักชาติ รักแผ่นดินมากขึ้น และเห็นคุณค่าอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตที่ผ่านมา เราขับรถไปอยุธยาเองบ่อยมาก และอีกสถานที่หนึ่งคือ เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ แต่ก็แปลกนะทั้งๆ ที่จังหวัดนี้เรียบง่ายมาก แต่สิ่งแบบนี้มันมีวิถีค่อนข้างมาก เช่น เวลาเราโยน ปลูกอะไรลงไปก็เจริญงอกงามหมด เลยเรียกว่า ภูเขากินได้ เราไปบ่อยมาก จนเรารู้สึกอยากไปอยู่ที่นั้นเลย
ไปแต่ละครั้งนี่ใช้เวลาที่นั่นนานแค่ไหน
หลายวันอยู่นะ ประมาณ 4-5 วัน ไปดูการปลูกนาข้าว ทอผ้า ซึ่งสิ่งแบบนี้เราไม่รู้จะไปหาดูได้ที่ไหนในกรุงเทพฯ ยิ่งเราไปเห็นวิถีของพวกเขาทำให้เรารู้สึกช้าลง นิ่งลง และเห็นคุณค่าของเขา พร้อมมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าทุกวันนี้เราได้ใช้ชีวิตเปลืองมาก …บางทีเราเห็นพวกเขาทอผ้าพันคอกันผืนหนึ่ง ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงซึ่งทำให้ตั้งราคาขายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร แต่เรากลับบอกว่า แพง มันทำให้เราสะท้อนใจว่า…เอ้า! ทีเราไปซื้อยี่ห้อแบรนด์เนม โดยที่ไม่รู้สึกว่าแพงล่ะ แต่พอเป็นสินค้าแฮนด์เมด ที่เรียกร้อง ราคาเท่านี้ มันแพงเหรอ ทำให้เราสะท้อนความเห็นอกเห็นใจกับกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น
แสดงว่า สิ่งที่เราได้ไปสัมผัสก็สามารถย้อนกลับมาสอนชีวิตของเราด้วย
ใช่ค่ะ เพราะเราก็เรียนรู้จากเขา และชอบมากที่สุดเวลาเดินงาน OTOP เพราะเรามีความคิดว่า งานแบบนี้ควรส่งเสริม และคนไทยก็ควรไปเดินเพื่อให้เม็ดเงินได้สะพัดในประเทศ ถ้าสังเกตดีๆ นะ เจ้าของแต่ละสินค้า แต่ละปี ก็จะผุดไอเดียขึ้นมาตลอดเพื่อให้สินค้าของตัวเองมีความหลากหลายมากกว่าเดิม ปีหนึ่งเราจะเก็บเงินไว้สำหรับงานแบบนี้โดยเฉพาะ อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนจะช็อปแต่ของมียี่ห้อ ซึ่งบางทีก็ไม่ได้มีคุณภาพดีขนาดนั้น แต่เราเลือกที่จะจ่าย แต่ตอนนี้เราจ่ายเงินเพื่อคนไทยด้วยกันเอง เราจะเลือกซื้อของเท่าที่เราใช้ เท่าที่จำเป็น
อะไรที่ทำให้เราคิดแบบนี้ เป็นมานานเท่าไหร่แล้ว
4-5 ปีแล้วนะ ที่เป็นแบบนี้ ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ตัวเราเองเปลี่ยน นั้นเป็นเพราะสิ่งที่เราได้ไปเห็น สัมผัส อย่าง ผ้าถุงหนึ่งผืน กว่าจะสำเร็จออกมาให้เราเห็นนี่มันยากมากเลยนะ ไม่ต้องแปลกใจที่ราคาจะสูงถึงสามหมื่นบาท เพราะกระบวนการผลิตของเขานั้นค่อนข้างซับซ้อน ละเมียดละไม หรือแม้กระทั่งตัวไหมที่ปีนึงให้ไหมในการผลิตแค่ครั้งเดียว ซึ่งถ้าเปรียบเทียบมูลค่าแล้ว สามหมื่นยังถูกไปด้วยซ้ำ เพราะกว่าเขาจะได้ไหมมาทอแต่ละเส้น ต้องเลี้ยงใช้ระยะเวลา
ขอยกตัวอย่างประสบการณ์โดยตรงเลยคือ เห็นกระเป๋าใบเล็กพร้อมกับปักอย่างสวยงาม เลยเดินเข้าไปถามราคาประมาณ 3,500 บาท เราเลยต่อรองราคากับแม่ค้าว่าสามารถลดลงอีกได้ไหม แม่ค้าไม่พูดอะไรเลย เพียงแค่พูดประโยคสั้นๆ ว่า ปัก 3 เดือน! เท่านั้นแหละ เรารีบควักจายเงินเลย อารมณ์เหมือนโดนด่าอะไรประมาณนั้น (หัวเราะ) ซึ่งเราคิดว่างานอะไรก็แล้วแต่ที่มีความลงทุนปราณีต ทำให้มีมูลค่าอยู่แล้ว
มองงานฝีมือของคนไทยวันนี้ภาพรวมเป็นอย่างไร
ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดก็คือเจ้าของผลิตภัณฑ์มีการทำการบ้านมากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด หรือ บางผลิตภัณฑ์ก็ยังย้ำอยู่ที่เดิม ท้ายที่สุดแล้วเราอยากให้อนุรักษ์ไว้เพราะนี่เป็นศาสตร์ด้านหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งผ้าไทยเรามีตัวอย่างสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่ทรงทะนุถนอมมาก เราเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงผลักดัน เพราะได้ทรงไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้
***เมืองลับแลทำไมถึงมีการบายศรีผลไม้แต่ละปี เพราะเขาต้องขอบคุณเทวดา ฟ้าดิน ที่ทำให้เลี้ยงชีพได้ เราไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งงมงาย แต่กลับมองว่านี่คือการกตัญญูต่างหาก

Read More
ข่าวคนบันเทิง

‘ณเดชน์’ควง’แม่แก้ว’ รับโล่เกียรติคุณลูกดีเด่น-แม่ดีเด่น

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” ควง “แม่แก้ว สุดารัตน์ คูกิมิยะ” ร่วมงานวันแม่ที่โรงเรียนพิศาลปุณณวิทยา พร้อมขึ้นรับโล่เกียรติคุณลูกดีเด่นและแม่ดีเด่น นำพวงมาลัยกราบกลางเวที
วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์พงษ์เทวา โรงเรียนเรียนพิศาล ปุณณวิทยา ต.บ้านหว้า อ.เมือง จ.ขอนแก่น ณเดชน์ คูกิมิยะ ดารานักแสดงชื่อดัง พร้อมแม่แก้ว สุดารัตน์ คูกิมิยะ เดินทางมาร่วมกิจกรรมงานวันแม่แห่งชาติของโรงเรียน ท่ามกลางแฟนคลับรุ่นเล็กรุ่นใหญ่รุมถ่ายรูปณเดชน์กันเป็นจำนวนมาก
ซึ่งภายในกิจกรรมประกอบด้วย การมอบโล่เกียรติคุณ ลูกดีเด่น จากทางโรงเรียน ให้กับ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ โล่เกียรติคุณแม่ดีเด่น จากทางโรงเรียน ให้กับแม่แก้ว สุดารัตน์ แม่ของณเดชน์อีกด้วย เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ทั้งคู่ ที่ประพฤติตนต่อสังคมและครอบครัวดีมาโดยตลอด นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีเซอร์ไพร์สพิเศษให้ ณเดชน์ คูมิกิยะ นำมาลัยกร ก้มลงกราบแม่ที่กลางเวที ท่ามกลางความปลื้มปิติของเหล่าบรรดาแฟนคลับเป็นอย่างมาก
ต่อจากนั้น ณเดชน์คูกิมิยะ ก็ได้ร่วมสนุกกับนักเรียนของโรงเรียนพิศาล ปุณณวิทยา บนเวที ซึ่งมีการมอบรางวัลสำหรับเรียงความที่น้องๆ เขียนขึ้นมา โดยแบ่งเป็น 5 รางวัล อันดับ 1, 2, 3 และ รางวัล ชมเชย 2 รางวัล ต่อจากนั้นก็จะเป็นการร่วมร้องเพลงบนเวทีและมอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน ที่เรียนดี มีความประพฤติดี อีกจำนวน 30 ทุน

Read More
ข่าวการเงิน-การลงทุน

‘เงินสำรองฯ’ สูงสุดประวัติการณ์

“เงินสำรองฯ” สูงสุดประวัติการณ์ ยอดล่าสุดแตะ 1.92 แสนล้านดอลล์ นักวิเคราะห์ ชี้ผลจาก “แบงก์ชาติ” เข้าดูแลค่าเงินบาทต่อเนื่อง
เงินสำรองระหว่างประเทศของไทย พุ่งแตะ 1.92 แสนล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปลายปีก่อน 12.2% นักวิเคราะห์ชี้ ผลจาก “แบงก์ชาติ” เข้าดูแลค่าเงินบาท มองแนวโน้มยังเพิ่มต่อเนื่องหากเงินดอลลาร์อ่อน ชี้ไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมเตือนระวังเงินร้อนไหลเก็งกำไรค่าเงินระยะสั้น
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ วันที่ 11 ส.ค.เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.92 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.71 แสนล้านดอลลาร์ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 12.2% โดยเงินสำรองระหว่างประเทศที่ระดับ 1.92 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์
ส่วนฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ (ฟอร์เวิร์ธ) ณ วันที่ 11 ส.ค. มีจำนวน 31.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ระดับ 23.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 7.9 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 34.51%
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่เพิ่มขึ้นมา ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลจากการที่ ธปท. ยังคงเข้ามาดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าเกินไป เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่านั้นมาจากปัจจัยภายนอกที่ ธปท. ไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งยังมีเงินลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรระยะสั้น และการส่งออกไทยยังขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งไม่น่าเป็นห่วง และก่อนหน้านี้ ธปท. เข้าดูแลค่าเงินมาตลอด
สำหรับแนวโน้มในระยะถัดไป มองว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ยังน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ภายนอกจะถึงจุดที่ไม่ทำให้เงินบาทแข็งค่าไปมากกว่านี้
นายจิติพล กล่าวว่า เสถียรภาพการเงินของไทยในขณะนี้ถือว่าแข็งแกร่งเกินความจำเป็น หากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงมากเกินไป อาจต้องเปลี่ยนวิธีการดูแลค่าเงินด้วยเครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การลดดอกเบี้ย เป็นต้น แต่เชื่อว่า ธปท. ไม่น่าจะปรับดอกเบี้ยลง
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งมองไปข้างหน้ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีก สาเหตุจากปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อบอนด์ระยะสั้นต่อเนื่อง เพื่อเก็งกำไรผลต่างค่าเงินบาทกับดอลลาร์ ยังพบว่าเป็น เงินร้อนที่เข้ามาลงทุนระยะสั้นต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ต้องจับตาและระวังเงินที่ไหลเข้ามาชั่วคราว มีโอกาสไหลกลับไป ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนได้
“เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้ามา ด้วยความเสี่ยงการเมืองสหรัฐ ราคาทองก็ปรับเพิ่มขึ้น เม็ดเงินลงทุนต่างชาติหลังจากนี้ยังเข้ามาเงินสำรองมีโอกาสขยับขึ้นสูงกว่านี้”
ดังนั้น การที่เงินทุนสำรองสูงอาจไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริง แม้ขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานยังดี จากการนำเข้าส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ยังทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงก็ตาม แต่ยังต้องจับตา ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้ ในสัปดาห์หน้า
ด้านนักบริหารเงิน ธนาคารทหารไทย มองว่า เงินทุนสำรองของธปท. ที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ เป็นไปตามทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ธปท. ต้องเข้ามาดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งระดับนี้ถือว่าเป็นปกติอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของเงินสำรองฯ อีกส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวและส่งออกที่ดีขึ้นมาก แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าอันดับหนึ่งในภูมิภาคปัจจุบันที่ 7.9% ถือว่าไม่มีความน่ากังวลแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ผู้ส่งออกปรับตัวโดยปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกันไปแล้ว
อย่างไรก็ตามการที่ทุนสำรองเพิ่มขึ้นสะท้อนอีกมุมมองว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และธปท. อาจใช้แค่เพียงการส่งสัญญาณกับตลาด ก็สามารถดูแลค่าเงินได้เช่นกัน
สำหรับช่วงที่ผ่านมานี้พบว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.25 บาทต่อดอลลาร์ ยังไม่น่าหลุดกรอบล่างแต่แนวโน้มระยะถัดไปยังมองว่าเงินทุนสำรองยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนกว่าดอลลาร์จะเปลี่ยนเทรนด์จากที่อ่อนค่าต่อเนื่องกลับมาแข็งค่า

Read More
ข่าวต่างประเทศ

นครบาร์เซโลนา เป้าหมายโจมตีใหม่ของ ‘กลุ่มไอเอส’

เมื่อ..นครบาร์เซโลนา เป้าหมายโจมตีใหม่ของ ‘กลุ่มไอเอส’

เมื่อ..นครบาร์เซโลนา เป้าหมายโจมตีใหม่ของ “กลุ่มไอเอส”
นครบาร์เซโลนาของสเปน กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อเผชิญเหตุก่อการร้ายเป็นรายล่าสุดในยุโรป โดยคนร้ายใช้วิธีขับรถตู้พุ่งชนผู้คนในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน บาดเจ็บอีกกว่าร้อยคน
เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธและหน่วยฉุกเฉิน ได้เร่งรุดเข้าไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นย่านรามบลาส เดอ บาร์เซโลนา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของสเปน พร้อมทั้งกันประชาชนออกไป
หลังจากเกิดเหตุกว่า 2 ชั่วโมง ตำรวจได้วิสามัญผู้ต้องสงสัยไป 5 คน ที่พยายามขับรถฝ่าเครื่องกีดขวางของตำรวจ และยิงใส่ตำรวจก่อน ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย
ด้านกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอส ออกมาอ้างความรับผิดชอบ และบอกว่าคนร้ายเป็น“ทหารของรัฐอิสลาม” แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
โดยสำนักข่าวอามัก ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มไอเอส ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ผู้ก่อเหตุโจมตีที่เมืองบาร์เซโลนาเป็นทหารของไอเอส แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว และยังอ้างว่า การโจมตีเป็นไปตามคำร้องขอให้เลือกเป้าหมายผู้ที่เกี่ยวข้องในปฏิบัติการสู้รบของกองทัพพันธมิตร ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำในการต่อสู้กับไอเอสในประเทศอิรักและซีเรีย
บรรดาผู้นำแห่งสหภาพยุโรป ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุโจมตีกรุงบาร์เซโลนา โดยนายฌองคล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การกระทำที่ขี้ขลาดนี้พุ่งเป้าโจมตีไปยังผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกำลังใช้เวลาไปกับคนที่พวกเขารัก คณะกรรมาธิการยุโรปพร้อมที่จะช่วยเหลือสเปนอย่างเต็มกำลัง
นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ว่า เธอขอแสดงความเสียใจกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทุกคน พร้อมกล่าวด้วยว่า “อังกฤษขอยืนเคียงข้างสเปนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย”
นายเอมมานูเอล มาครอง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ทวีตข้อความว่า “ผมและชาวฝรั่งเศสขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในกรุงบาร์เซโลนา”
ขณะที่นายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรีกรีซ กล่าวว่า ชาวกรีกทุกคนขอยืนเคียงข้างสเปน และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกคน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ แสดงความวิตกว่า เมืองบาร์เซโลนาของสเปน มีความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายได้ง่าย เนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยอันหละหลวมตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆ
ข้อมูลการท่องเที่ยวของสเปนระบุว่า ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคนที่เดินทางมาเยือนเมืองบาร์เซโลนา และจุดหมายยอดนิยมของผู้คนส่วนใหญ่ก็คือย่านลาส รัมบลาส ในฐานะของจุดท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์ของเมือง
ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ประกาศเตือนคนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปใกล้ สถานที่เกิดเหตุ-สถานที่ชุมชนหลังเกิดเหตุก่อการร้ายในเมืองบาร์เซโลา

Read More
ข่าวเศรษฐกิจ

รู้หรือยัง…..หมดเวลาโชว์รถป้ายแดง

ขนส่งออกฎใหม่ ใครที่มีรถป้ายแดงต้องเปลี่ยนเป็นป้ายขาวภายใน 30 วัน
ในแต่ละปี มีการออกรถใหม่ ใช้ป้ายแดง เกือบ 8 แสนคัน และเฉพาะ 6 เดือนของปีนี้ มีตัวเลขการออกรถใหม่ ไปแล้ว 4.5 แสนคัน รถใหม่แต่ละคัน สามารถใช้ป้ายแดงได้นานถึง 60 วัน ตามพรบ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 แต่มักจะมีบางคน ที่ไม่ยอมเปลี่ยนป้ายขาวสักที กรมการขนส่งทางบก จึงได้ออกมาตรการบังคับใช้กฎหมาย กับรถป้ายแดง
- กำหนดให้รถใหม่ทุกคัน ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถ ใช้ป้ายขาวให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้า เป็นต้นไป จะต้องดำเนินการจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
เกือบ 3 ปี ที่กรมการขนส่งทางบก เดินหน้าจะยกเลิกการใช้ป้ายแดง ซึ่งขณะนี้กฎหมายยกเลิกการใช้ป้ายแดง อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีการ คาดว่ากลางปี61 จะไม่มีรถป้ายแดง วิ่งเกลื่อนถนน.

Read More
ข่าวอาชญากรรม

8รุม1กระหน่ำทุบเจ็บสาหัส

8รุม1กระหน่ำทุบเจ็บสาหัส-จยย.พังยับ ชี้เข้าใจผิดเป็นคู่อริ

8โจ๋อันธพาลใช้ไม้และก้อนหินกระหน่ำทุบหนุ่มวัย20สาหัส พร้อมจยย.พังยับ ตร.คาดเป็นการเข้าใจผิดเรื่องคู่อริ
เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2560 ร.ต.อ.วัชรพล ฤดีชุติพร รอง สวป.สภ.บางปู สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีชายถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณริมถนนสุขุมวิทสายเก่าขาออกหลักกิโลเมตรที่ 34 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชาก่อนรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บเป็นชายนอนจมกองเลือดอยู่ที่ริมถนนมีบาดแผลศรีษะแตกขนาดใหญ่จำนวน 2 แผลคล้ายถูกตีด้วยของแข็ง ทราบชื่อต่อมาคือนายพะมอญเทพ เหมทรัพย์ อายุ 20 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ125 ไอ สีน้ำเงินสภาพใหม่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนถูกทุบตีด้วยของแข็งจนเปลือกและกระจังหน้าแตก ส่วนผู้ก่อเหตุได้แยกย้ายกันหลบหนีไป

จากการสอบถามนายวันชัย ทัพสวัสดิ์ อายุ 16 ปี เพื่อนผู้บาดเจ็บ เผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนพร้อมผู้บาดเจ็บและเพื่อนร่วม 4 คันได้ขับขี่รถจักรยานยนต์และซ้อนท้ายกันมารวม 4 คน เพื่อมานั่งเล่นเกมส์อยู่ในหมู่บ้านบางปูนคร จนกระทั้งดึกตนจึงได้พากันกลับบ้าน ในระหว่างที่ตนและผู้บาดเจ็บกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากซอยหมู่บ้านบางปูนครมาได้ประมาณ 200 เมตร ได้มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 7-8 คน เดินอยู่ริมถนนในขณะที่ตนและผู้บาดเจ็บขี่รถจักรยานยนต์ผ่านกลุ่มผู้ก่อเหตุหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุได้กระโดดใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บจนล้ม ก่อนที่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะเข้ามารุมทำร้ายกลุ่มพวกตนซึ่งมีทั้งไม้และก้อนหินรวมทั้งมีดง้าวเป็นอาวุธ ตนจึงได้จอดรถทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุก่อนวิ่งหนีเอาตัวรอด ขณะเดียวกันเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายรถผู้บาดเจ็บมาเห็นท่าไม่ดีจึงได้คว้ารถจักรยานยนต์ขับขี่หลบหนีไป ส่วนผู้บาดเจ็บหนีไม่ทันจึงถูกกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดรุมทำร้ายโดยใช้ไม้ตีและใช้ก้อนหินทุบจนนอนฟุบจมกองเลือดอยู่กับพื้นถนน ก่อนที่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะหันมาใช้ไม้และก้อนหินทุบรถจักรยานยนต์ของตนที่จอดทิ้งอยู่ในที่เกิดเหตุจนเปลือกแตกรอบคันและดึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของตนติดมือไปด้วย หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันวิ่งหลบหนีไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นมาก่อนที่จะพากันเดินออกมาที่ริมถนน เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้ก่อเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์ตามมาทางด้านหลังกลุ่มผู้ก่อเหตุคิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันที่มีเรื่องกันมาก่อนหน้านี้ จึงได้ใช้เท้าถีบจนรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บล้มอยู่กับพื้นถนนก่อนที่จะพากันเข้ามารุมลงมือกันร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ตนก็เข้ามาห้ามปรามแล้วแต่ไม่มีใครฟังจนกระทั้งมีพลเมืองดีขับรถยนต์กระบะผ่านมาเห็นจึงได้ช่วยกันเข้าห้าม แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอมหยุด ผู้ก่อเหตุจึงได้ใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของรถผู้บาดเจ็บจนล้มและถูกรุมทำร้ายดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้เร่งสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Read More